7/09/2554

ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์

                                            ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์
                                   


 
                                    
                
"  ถ้าความฝัน คือ พลังผลักดันให้คนเรามุ่งไปข้างหน้า
                     
ความลับ  ก็คงเป็นแรงผลักดันให้เราต้องมองย้อนไปข้างหลัง
                          
บางครั้งความลับก็ดูสวยงามและมีเสน่ห์
                          
แต่บางครั้งก็อาจฉุดรั้งให้เราพะวักพะวน
กับการก้าวไปข้างหน้าได้เหมือนกัน  "

ในบ้านที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่งแม้จะได้รับความรักอย่างเต็มอิ่มจากผู้เป็นตาและยาย รวมทั้งบรรดาเพื่อนสนิทของแม่ แต่ในใจดวงน้อยก็อดไม่ได้ที่จะมีคำถาม บางส่วนอาจจะได้รับคำตอบแล้ว แต่ความลับบางอย่างยังคงอยู่......และรอให้เข้าไปค้นหา
แม่ของกะทิเหมือนจะเข้าใจดี เมื่อรู้ตัวว่าเหลือเวลาในโลกอีกไม่มากนัก เธอจึงเตรียมการณ์ทุกอย่างเพื่อจะบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้ลูกสาวฟัง การค้นพบของกะทิกลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและเปิดโลกใหม่ให้เด็กหญิง แม้ว่าเนื้อหาของมันจะแสนเศร้า และกะทิยังไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมดก็ตาม เพราะเรื่องของความรัก บางครั้งคนเป็นผู้ใหญ่ก็ยังเข้าใจได้ไม่หมด อย่างที่แม่เองก็ผิดพลาดมาแล้ว และรอให้กะทิเข้ามาช่วยสะสางสิ่งที่แม่ยังคงค้างใจ  และเหนืออื่นใด การได้ใกล้ชิดและรับรู้เรื่องราวในชีวิตของแม่ด้วยวิธีการที่แม่วางไว้อย่างแยบคาย ก็ทำให้กะทิเข้าใจและจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับตนเอง แต่รอบทั้งเรื่องของคนอื่นรอบข้างด้วย บางครั้งความเศร้าก็จำเป็นสำหรับจิตใจ อย่างน้อยก็ทำให้เรามองเห็นความสุขได้ง่ายขึ้น
ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์ เป็นการบอกเล่าเหตุการณ์ที่ต่อจาก ความสุขของกะทิ หัวใจดวงเล็กๆ ที่บอบช้ำจากความโศกเศร้าเพราะสูญเสียผู้เป็นที่รักย่อมต้องใช้เวลาถนอมรักษา และแน่นอนว่าต้องมี “ยาใจ”ที่ถูกต้องในการรับมือ และจัดหาที่ทางให้ความเศร้าอยู่ร่วมในเนื้อชีวิตได้อย่างลงตัว จะช่วยให้ชีวิตดำเนินต่อไปอย่างไม่ช้ำตรมนัก ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
โลกของเด็กหญิงกะทิมีเสียงจากธรรมชาติริมคลองขับกล่อม รายล้อมด้วยผู้รักใคร่มีเมตตา และ
แน่นอนว่าสนุกสนานตามประสาเด็ก แม้ว่าการขาดแม่จะยังเป็นเงาสีเทาในชีวิต ทำให้เหมือนเป็นปมที่ติดตัวกะทิตลอดไป แต่ด้วยความรักของตา ยาย และคนอื่นที่อยู่รอบข้างที่มีให้กะทิก็ทำให้กะทิได้รับความอบอุ่นไม่น้อยกว่าเด็กคนอื่นๆที่มีทั้งพ่อและแม่ ถึงแม้จะมีความรู้สึกไม่อบอุ่นเท่าอ้อมกอดของแม่ก็ตาม แต่ความรู้สึกนั้นก็เป็นได้เพียงความฝันที่ตื่นขึ้นก็จางหายไป มันก็ยังทำให้กะทิรู้สึกดีและไม่อยากตื่นจากความฝันนั้นเลย  ปิดเทอมของกะทิกำลังจะมาถึง และเหตุการณ์ต่างๆ ก็ประดาประดังเข้ามาจนแทบไม่ทันตั้งตัว พี่สดับที่เคยมาทำงานบ้านประจำอยู่ๆ ก็หายตัวไปโดยที่ไม่มีใครรู้ ทิ้งให้พ่อแม่ซึ่งแก่มากแล้วอยู่กันสองคน ลุงตองพี่ชายของแม่มาอาศัยอยู่ด้วยช่วงที่กะทิปิดเทอม ส่วนครูราตรีก็มีท่าทีแปลกๆ ครูชอบนั่งเหม่อลอยและตีสีหน้าเศร้าอยู่บ่อยๆ และกะทิก็ได้ของขวัญสุดพิเศษเป็นสุนัขตัวหนึ่ง เธอตั้งชื่อว่า “ฟาโรห์”
วันหนึ่ง กะทิได้มีโอกาสไปชมการแสดงลิเกที่งานวัด กับยาย ตา ลุงตอง กะทิเมื่อเห็นครูราตรีก็เลยชวนมานั่งเสื่อด้วยกัน ขณะที่เธอและครูราตรีกำลังเดินไปห้องน้ำ ก็พบกับบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในผ้าใต้ต้นโพธิ์ เมื่อเปิดออกดูเธอพบเด็กทารกแรกเกิดซึ่งพาความตกใจและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดกับกะทิ ทารกเพศชายคนนั้นกลายมาเป็นลูกของครูราตรี ลุงตองให้ตั้งชื่อว่าน้องทิวาหรือน้องทิว ตั้งแต่นั้นลุงตองกับครูราตรีก็สนิทสนมกันและกลายมาเป็นคนที่ใกล้ชิดกันมากในที่สุด ลุงตองกลายเป็นพ่อของน้องทิว ส่วนครูราตรีก็เป็นแม่ ทุกคนเอาใจใส่น้องทิวซะจนกะทิรู้สึกว่าตัวเองหมดความสำคัญ พบเจออะไรก็ขัดใจไปเสียหมด
          
วันหนึ่งกะทิถูกวานให้เอาของไปให้ครูราตรี แม่บ้านจึงขอให้กะทิช่วยดูแลน้องทิวสักพัก แต่กะทิปล่อยปะละเลยปล่อยให้ฝนสาดใส่น้องทิวจนไข้ขึ้นสูงขณะที่ตัวเองสนใจกับการอ่านจดหมายที่ครูราตรีเขียนให้สามีเก่าซึ่งผู้ชายคนนี้คือเหตุผลที่ทำให้ครูราตรีชอบทำหน้าเศร้าอยู่บ่อยๆ กว่ากะทิรู้ตัวว่าทำผิดมหันต์ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว แถมสุนัขของเธอก็ถูกงูเหลือมรัดจนตายอีก กะทิรู้สึกเศร้ามากจนร้องไห้ไม่ยอมหยุด พวกผู้ใหญ่จึงตัดสินใจพากะทิไปเที่ยวบ้านกลางเมือง กลับไปคอนโดที่แม่ของเธอเคยอยู่ กะทิเอากุญแจรูปพระจันทร์ที่มีกระต่ายอยู่ตรงกลางติดตัวไปด้วย   น้าฎาและน้ากันต์เป็นคนคอยดูแลกะทิตลอดช่วงที่อยู่บ้านกลางเมือง ทั้งพาไปเที่ยวและหาคอร์สเรียนพิเศษที่กะทิสนใจจะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้น้ากันต์ยังช่วยตามหาความทรงจำของแม่ด้วย   กะทิเลือกที่จะเรียนร้องเพลงเพราะได้แรงบันดาลใจจากนักร้องเพลงร็อกชาวแคนนาดา ครูของกะทิมาจากเมืองนอก ครูชื่อแชนนอน เธอยังสาวและเท่ห์ทีเดียว ทั้งสองกลายมาเป็นคู่ซี้กัน แม้จะสื่อสารคนละภาษาก็ตาม  เดี๋ยวนี้กะทิมักฝันเรื่องเดิมๆ เธอเห็นแม่วิ่งตามพระจันทร์ เธอวิ่งตามแต่แม่ก็ดูเหมือนจะไกลออกไปเรื่อยๆ กะทิคิดว่ากุญแจรูปพระจันทร์ต้องเชื่อมบางอย่างกับความฝัน และมันต้องเป็นกุญแจที่ใช้สำหรับไขบางอย่างในตู้เก็บเอกสารของแม่เป็นแน่
กะทิกับน้ากันต์ช่วยกันสืบจนเจอเทปบันทึกเสียงอันหนึ่งในกล่องที่ต้องใช้กุญแจรูปพระจันทร์เปิด มันคือ
เทปบันทึกเสียงของแม่ที่แม่ตั้งใจจะพูดกับกะทิ ที่บอกเล่าเป็นเรื่องราวต่างๆ ตอนนั้นเสียงของแม่ยังดูมีชีวิตชีวา แตกต่างจากครั้งสุดท้ายที่กะทิเจอที่บ้านชายทะเล แม่เล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวแม่และพ่อของกะทิ รวมไปถึงเพื่อเก่าคนสำคัญของแม่ เขาชื่อว่า วสันต์ เขาเคยขอแม่แต่งงานหลังจากที่แม่เลิกกับพ่อ แต่แม่ไม่เคยตอบรับเลยจึงเป็นสิ่งที่ค้างคาใจแม่มาตลอด แม่ขอให้กะทิเอาจดหมายและเทปม้วนที่สองมอบให้กับลุงวสันต์
กะทิกับน้ากันต์ขับรถไปบ้านของลุงวสันต์ขากลับจากบ้านกลางเมือง กะทิได้แต่เอาของไปฝากไว้กับพี่สาวของลุงวสันต์เพราะช่วงนั้นเขาไปทำงานที่ต่างประเทศ กะทิได้แต่หวังว่าเขาจะจำแม่ได้   กะทิกลับมาถึงบ้านริมคลองประจวบเหมาะกับช่วงนี้โรงเรียนกำลังจะเปิด เธอยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อย กะทิขี่จักยานไปเที่ยวงานเปิดห้องสมุดกับพี่ทอง พอถึงงานพี่ทองก็ทิ้งแล้วไปกับ พี่กิ่งชนกสาวสวยที่พี่ทองแอบชอบ กะทิบังเอิญเจอเชิงรบ เพื่อนร่วมห้องที่โรงเรียน เชิงรบเป็นลูกชายของนายอำเภอที่เป็นประธานในการเปิดหอสมุดวันนี้ เชิงรบอาสาพากะทิไปส่งที่บ้าริมคลองและนับจากนั้นทั้งสองก็สนิทกันมากขึ้น จนกระทั่งโดนมณีเด็กเกเรล้อเลียนว่าเป็นแฟนกันคนอื่นๆ ที่โรงเรียนเลยพลอยล้อกันไปหมด กะทิไม่นึกใส่ใจ ตรงข้ามกับเชิงรบที่ค่อนข้างจะคิดมาก พวกเขาเลยไม่ได้คุยกันเลย   ตอนนี้โรงเรียนเปิดเทอมแล้วครูให้การบ้านไปคิดโครงการเอสเอ็มอีมากลุ่มละหนึ่งเรื่อง เพราะโรงเรียนกำลังจะจัดงานเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการทำธุรกิจ ซึ่งทั้งกลุ่มก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้   พี่สดับกลับมาแล้ว กลับมาทำงานตามปกติ แต่ก็ไม่ยอมปริปากบอกใครเลยว่าไปไหนมา จนกระทั่งพี่สดับได้เปิดใจคุยกับน้าฏาและทุกสิ่งก็เปิดเผย พี่สดับหนีตามคนรักชื่อพี่ธงไปที่กรุงเทพ เขาบอกว่าจะไปทำงานเป็นคนงานที่ไต้หวัน พี่ธงบอกว่าจะกลับมาสู่ขอพี่สดับหลังจากปลดหนี้สินหมดและเก็บเงินได้พอ แต่นานไปพี่ธงก็ไม่กลับ จนพี่สดับรู้ว่าตัวเองตั้งท้อง และเอาลูกมาไว้ใต้ต้นโพธิ์ที่วัด นั่นคือ น้องทิวนั่นเอง
ความจริงที่สืบได้คือ ที่พี่ธงไม่กลับมาเป็นเพราะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปแล้วตอนอยู่ไต้หวัน แม้ว่าพี่สดับจะเศร้ามาก แต่ครูราตรียอมให้พี่สดับอยู่เลี้ยงดูน้องทิวที่บ้านได้โครงงานเอสเอ็มอีของกลุ่มกะทิตกลงกันได้แล้วว่าจะทำซุ้มเกมส์ ในวันเตรียมงาน นักเรียนชั้น ป.6 รวมถึงกะทิงดเรียนในวันนี้ วันนี้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เชิงรบผู้อ่อนแอสามารถกำหราบมณีหรือที่เพื่อนๆ พากันเรียกว่าป้อมยักษ์ลงได้ด้วยวิชายูโดที่แอบไปซุ้มซ้อมมาอย่างดี เชิงรบกลายเป็นฮีโร่ส่วนกะทิก็กลายเป็นหวานใจฮีโร่ไปแล้ว
ในที่สุดวันงานที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงเสียที ตายายเดินคล้องแขนกันชมซุ้มขายอาหารอาหาร ลุงตองได้ข่าวดีเกี่ยวกับหนังสือจัดดอกไม้ของตนที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างเสียที พี่สดับพาพ่อแม่คือตาชุมกับยายมาลีมาเที่ยวงานด้วย เพราะรางวัลใหญ่ของซุ้มเกมส์คือปลาตะเพียนยักษ์ฝีมือตาชุม ส่วนพี่ทองก็อกหักหลังจากได้เห็นพี่กิ่งชนกคนสวยพาแฟนมาเที่ยวงานด้วย งานวันนี้จบลงด้วยดี  เย็นวันนั้นกะทิกลับมาถึงบ้านและพบว่ามีแขกสำคัญรออยู่ ลุงวสันต์มารอกะทิอยู่ที่ท่าน้ำ ทั้งสองได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องแม่ของกะทิ และก่อนที่ลุงวสันต์จะกลับ เมื่อเขาจูบกะทิที่หน้าผาก กะทิก็รู้สึกได้ทันทีว่า ได้หยิบยื่นคืนพระจันทร์ที่แม่ทำหายไปให้แม่แล้ว

จุดเด่นของหนังสือ
เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับทุกวัย รูปเล่มของหนังสือกระทัดรัด เหมาะกับการพกพา หน้าปกมีสีสันสวยงาม ตัวหนังสืออ่านง่ายและมีเนื้อหาที่เข้าจัยได้ง่าย มีการแบ่งเหตุการณ์เป็นตอน ทำให้ผู้อ่านไม่สับสนต่อเหตุการณ์ของเรื่อง จึงเป็นนวนิยายที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้หนอนนวนิยายชื่อมาอ่าน และมีความนิยมของหมู่คนมาก จึงทำให้ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี

จุดด้อย
ในแต่ละตอนของหนังสือมีรูปภาพแต่ไม่ค่อยดึงดูดใจผู้อ่านเท่าที่ควรบางครั้งรูปภาพที่ใช้สื่อถึงเหตุการณ์ของตอนๆนั้น ทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนไม่เข้าใจ เมื่ออ่านเนื้อเรื่องแล้วกลับมาดูรูปภาพประกอบไม่สอดคล้องกันเท่าที่ควร

ข้อเสนอแนะ
นวนิยายเรื่องความสุขของกระทิ ตอนตามหาพระจันทร์ เป็นตอนที่ต่อจากความสุขของกระทิในเล่มแรก สำหรับผู้ที่มาอ่านตอนตามหาพระจันทร์ เป็นเล่มแรกอาจทำให้เกิดความสับสน เพราะไม่ได้รู้ถึงที่มาของเรื่อง ดังนั้นควรจะอ่านทั้งสองเรื่องเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องกัน และได้อัตถรส



                                
                                               
งามพรรณ เวชชาชีวะ.ความสุขของกระทิ : ตามหาพระจันทร์. พิมพ์ครั้งที่15. กรุงเทพมหานคร :
         แพรวสำนักพิมพ์, 2550

ทันเกม นักตุ๋น

 





ทันเกม นักตุ๋น
 











 ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าโจรหรือแก๊งมิจฉาชีพทั้งหลาย พยายามใช้กลอุบายอันแยบยลเพื่อลวงเหยื่อให้ตายใจ เพื่อที่พวกมันจะได้ลงมือปฏิบัติตามแผนอย่างแนบเนียน และทำความเสียหายให้แก่เหยื่อโดยไม่รู้ตัว โจรหรือแก๊งมิจฉาชีพทั้งหลายมีมากมาย ในสังคมของเราที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้งๆที่กลอุบายฉ้อฉลของพวกมันนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องพูดต่อๆกันไปเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทราบถึงกลอุบายเพื่อ ที่จะได้ระมัดระวังถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดกับตัวของเราได้ตลอดเวลา เพราะโจรและแก๊งมิจฉาชีพมันอยู่ปะปนกับคนในสังคมทั่วไป เหตุการณ์ในลักษณะต่างๆที่เป็นกลลวงของมิจฉาชีพแก๊งต้มตุ๋นเคยเกิดขึ้นมา แล้วหลายครั้งหลายหน แต่ขณะเดียวก็ยังมีคนมาหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อให้แก๊ง 18 มงกุฎหลอกลวงเอาอยู่ดี หนังสือเล่นนี้ที่ได้อ่านจึงมีการหยิบยกเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ ที่มาเหล่าให้นักเขียนฟังและได้ทำเป็นหนังสือขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านได้เตือน ได้ทราบถึงภัยของพวกนักต้มตุ๋น แก๊งมิจฉาชีพนั้น ในหลายๆเรื่อง เช่น ศิลปิน-ศิลปะลอม ซวยเพราะรับฝากของ มันนี่เกม เหลือบสังคม ภัยผู้ชาย สเปรย์พิฆาต มอมยาพาเบิกเงิน ภัยร้ายของเด็กน้อยไล่ออกริบเงินเพื่อนรักหักเลี่ยมโหด ฉกเอาดื้อๆ เสน่ห์ลนไฟ เป็นต้น และยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจและอ่านแล้วได้รู้กลอุบายมากมาก แต่ทั้งหมดของเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็สื่อให้รู้ถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นกับ ตัวเราเอง โดยข้าพเจ้าจะขอหยิบยกมาให้อ่านดังนี้
                 เรื่องแรก คำสารภาพของเหยื่อ
              เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกล่อลวงไปขายบริการ โดยเรื่องๆนี้เกิดขึ้นกับ “แจ่มเดือน” หญิงสาวบ้านนอกจากต่างจังหวัดเดินทางเข้าไปกรุงเทพเพื่อหางานทำ แต่เหตุการณ์ร้ายๆก็เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้และความซื่อของเด็กบ้านนอกคน หนึ่งที่เดินทางจากต่างจังหวัดโดยไม่รู้ว่าจะทำอะไร ไม่มีที่พัก ไม่มีญาติที่ไหน เหตุร้ายก็เกิดขึ้นกับเธอเมื่อมีหญิงวัยกลางคนเข้ามาหาเธอโดยทำทีท่าว่าเป็น คนดีและหวังดีกับเธอมาถามว่ามีงานทำที่ไหนหรือเปล่า สนใจมาทำงานกับฉันไหม มีที่พักให้ เงินดี และก็มีเพื่อนรุ่นเดียวกันทำด้วย ด้วยความซื่อของเด็กบ้านนอกจึงทำให้เธอตอบตกลงโดยเธอไม่ได้คิดมากอะไรเลย แต่แล้วเธอต้องเศร้าเมื่อรู้ว่างานที่เธอทำนั้นคือ งานขายบริการ เธอจึงพยายามๆหนีออกมาจากที่นั้นพร้อมกับเพื่อนที่พากันรวมใจหนีออกมาแต่ หลายครั้งเธอก็หนีออกมาไม่ได้ จนสบโอกาสเมื่อมีลูกค้าใจดีช่วยเปิดทางเธอจึงได้รอดออกมาจากนรกที่เธอไม่ อยากกลับไปทำอีกครั้งหนึ่ง                          
               เรื่องที่สอง นางนกต่อ 
เรื่องเกิดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่กลับลังเดินทางกลับบ้านที่จังหวัด จันทบุรี ในขณะที่เธอรอรถอยู่ที่ขนส่งแห่งหนึ่ง ก็มีหญิงสาวอายุประมาณ 27- 28 สาวสวยสองคนนี้ ได้เดินเดข้ามาคุยกับหญิงที่จะเดินทางกลับบ้านสาวสวยทั้ง 2 ทำทีท่าว่ามาจากที่อื่นแล้วมาบอกกับเธอว่าไม่มีที่ไปเลยจะขอเดินทางไป จังหวัด จันทบุรีด้วยและก็ขอไปนอนที่บ้านของเธอที่จันทบุรี ด้วยความที่ว่าเธอเป็นคนที่ขี้สงสารและเห็นว่าหัวอกผู้หญิงด้วยกันจึงให้ไป ด้วย วันหนึ่งก็ไปกันไปเที่ยวและก็ได้กลับไปพักที่โรงแรม พอไปถึงเธอกับเพื่อนทั้ง 2 ก็ได้พากันหลับ โดยที่เธอนั้นตื่นขึ้นมาพร้อมอาการซะลึมซะลือ และพบว่าเธออยู่ในลักษณะเปลือยกายอยู่บนเตียงที่นอนอยู่และข้างๆตัวเธอเห็น ว่ามีถุงยางอนามัยและมีเชื่ออสุจิอยู่ในถุงยางนั้นด้วย เป็นการล่อลวงไปข่มขืนโดยวิธีการเชือดอย่างนิ่มๆ 
เรื่องที่สาม บาปในคราบบุญ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ตลาดแถวบ้านของเหยื่อที่ประสบกับเรื่องๆนี้ คือ เหยื่อเล่าว่าตนได้ไปจ่ายตลาดให้ภรรยาที่ตลาดตนก็ได้เห็นมูลนิธิหนึ่งได้ เดินขอรับบริจาคโดยอ้างว่าช่วยทำบุญซื้อโลงโดยจะมีของที่ระลึกให้เป็นพระ เครื่องที่ลงคาถาอาคม ผ่านการทำพิธีปลุกเสกมาแล้ว แต่ตนก็ไม่ได้ทำบุญอะไรและก็เดินกลับบ้าน พอถึงบ้านจึงนึกได้ว่าไปจ่ายตลาดให้ภรรยาแต่ก็ลืม จึงบอกให้ภรรยาไปซื้อของเอง เมื่อภรรยาของเข้าไปเดินตลาดก็พบเจอมูลนิธินี้มาขอให้ร่วมทำบุญเหมือนที่ สามีได้เราให้ฟัง ซักพักหนึ่งภรรยาของเขาก็เดินทางกับมาบ้านโดยไม่มีข้าวของที่ได้ไปซื้อแถม สร้อยทองที่เธอใส่ เงินที่เธอมีในกระเป๋าก็หายไป ลักษณะการพูดคุยก็ไม่รู้เรื่อง สามีจึงได้เดินกลับไปตลาดอีกครั้งเพื่อสอบถามคนขายในตลาด เขาก็เห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงก็มีอาการเหมือนกันกับภรรยาของเขา เข้าเลยรู้ว่าภรรยาของเข้าถูกแก๊ง 18 มงกุฎ หรือ นักต้มตุ๋มป้ายยากล่อมประสาท ทำให้ภรรยาเข้าถอดสร้อยคอทองคำและเอาเงินให้พวกแก๊งต้มตุ๋มไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หากเรามองคนแต่ภายนอก ก็ถือเป็นการเสี่ยงมากต่อความเสียหายที่เกิดกับตัวเราเอง และการรู้เท่าทันเกมกลลวงของพวกมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ด ขาด…..
จุนเด่น  ของนักสือเรื่องทันเกม นักตุ๋น   
                   คือ  เป็นหนังสือหนังสือที่นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีผู้ประสบเหตุการณ์ร้ายๆ มีผู้เคราะห์ร้ายหรือเหยื่อที่ถูกกระทำจากโจรหรือพวกแก๊งค์นักต้มตุ๋นทั้งหลาย  ด้วยกลอุบายที่แยบยลในการหลอกลวงต่างๆ และมีการเล่าเรื่องเพื่อให้ผู้เขียนหนังสือได้เขียนลงหนังสือให้เป็นเรื่องเตือนใจ และเป็นแง่คิด ข้อควรระวังต่างๆให้แกผู้อ่านที่ไม่รู้เท่าทันคนในยุคปัจจุบัน  เพราะปัจจุบันนี้ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเศรษฐกิจส่งผลต่อการเป็นอยู่มาก  ทำหั้ยหลายคนตกงาน ไม่มีงาน จึงม่ายมีเงินในการเลี้ยงชีพ เมื่อจนหนทางคนดีอยู่แล้วก็อาจหันมาเป็นโจร หรือ นักต้มตุ๋น ที่คอยหลอกลวงเอาเงินไปใช้อย่างง่ายดาย
จุดด้อย  ของนักสือเรื่องทันเกม นักตุ๋น   
                   คือ  หนังสือเล่มนี้ภาพประกอบมากว่านี้ ผู้เขียนก็ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายกว่านี้ และเขียนหนังสือให้น่าสนใจ ได้แง่คิหลากหลายมุมมองมากขึ้น

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้   
คือ ไม่ควรที่จะไว้ใจใครง่ายๆ  และควรที่จะมองคนให้ดีๆ เพราะหากเราไว้ใจใครง่ายๆ เขาคนนั้นอาจจะไม่ใช่คนดีอย่างที่เราคิด และอาจหันกลับมาทำร้ายเราอีกด้วย ดังคำที่ว่า “ อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเรา ”
อ้างอิง : ปางบรรพ์. ทันเกมนักตุ๋น.กรุงเทพฯ:ไพลิน , 2550.

วิธีคิด ที่ทำให้ชีวิตของคุณ ประสบความสำเร็จและแตกต่างกว่าคนอื่น



 
วิธีคิด   ที่ทำให้ชีวิตของคุณ ประสบความสำเร็จและแตกต่างกว่าคนอื่น
หยุด !  อย่ารีบกิน ‘มาร์ชมาลโลว์’ แล้วคุณจะประสบความสำเร็จทั้ง งาน เงิน และชีวิต
โดย: ดร.โจอาคิม   เดอ   โพซาด้า   และ   เอลเล็น  ซิงเกอร์
            อาร์เธอร์  เป็นคนฉลาด  สามารถแก้ปริศนาอักษรไขว้ใน  หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์  ได้ในเวลา 30 นาที  สามารถวิเคราะห์เศรษฐกิจของลาตินอเมริกา ได้ในเวลาครึ่งชั่วโมง  และคำนวณตัวเลขในหัวได้เร็วกว่าคนส่วนใหญ่ที่คำนวณโดยใช้เครื่องคิดเลข แต่ …. เขากลับเป็นแค่คนขับรถ   โจนาธาน  เพเชี่ยน  ฉลาดพอๆ กับ อาเธอร์ ทำงานหนักเท่าๆ กัน แต่โจนาธานเป็นเศรษฐีพันล้าน  ทำไม โจนาธานจึงนั่งอยู่บนเบาะหลังของรถยนต์คันใหญ่ ในขณะที่อาร์เธอร์ นั่งอยู่ด้านหน้าเป็นคนขับ
สาเหตุที่ทำให้คน 2 คนที่ฉลาดพอๆ กัน แต่กลับมีชีวิตที่แตกต่างกัน
             คำตอบอยู่ที่การวิจัยครั้งสำคัญของ   มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด  ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา   นักวิจัยได้ทดลองปล่อยให้เด็ก ๆ อยู่ในห้องตามลำพัง และแจกขนม “มาร์ชมาลโลว์”( คือขนมหวานชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเบาคล้ายฟองน้ำ ทำจากเจลาติน น้ำตาล น้ำเชื่อมข้าวโพด แป้ง และโรยด้วยน้ำตาลผง มีหลากหลายสี เป็นขนมที่เด็กๆ ชื่นชอบและอร่อยมาก) ให้เด็กคนละก้อน   จากนั้นเสนอให้เด็กเลือกว่าจะกินมันเข้าไปทันทีหรือจะคอยอีก 15 นาที ถ้าเด็กคนไหนคอยได้ พวกเขาก็สัญญาว่าจะให้มาร์ชมาลโลว์แก่เด็กคนนั้นเพิ่มอีกก้อน  ซึ่งจากการทดลองพบว่า  เด็กบางคนอดใจไม่ได้กินขนมมาร์ชมาลโลว์เข้าไปทันทีในขณะที่บางคนเลือกที่จะคอย !
           ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายได้อย่างน่าสนใจว่า “ ทำไมคนบางคนจึงประสบความสำเร็จ  ในขณะที่บางคนล้มเหลว  ! ”
               โพซาด้า เชื่อว่า   ความแตกต่างที่สำคัญของความสำเร็จและความล้มเหลวมิได้อยู่ที่การทำงานหนักหรือมีสติปัญญาที่เหนือกว่า   แต่อยู่ที่ความสามารถในการ   “ห้ามใจตัวเองให้ชะลอความอยากได้รับความพอใจลงก่อนหรือการรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน”  นั่นคือ  คนที่  “ห้ามใจไม่กิน  ‘มาร์ชมาลโลว์’  จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า”
               ผลวิจัยออกมาว่า   เด็กที่สามารถยับยั้งใจไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์ได้นั้นมีผลการเรียนที่ดีกว่า   สามารถเข้ากับคนอื่นได้ดีกว่า   และจัดการกับความเครียดได้ดีกว่าเด็กที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเองไม่ให้กินขนม    มาร์ชมาลโลว์ก้อนแรก   จากการทดลองด้วยเวลาสั้นๆหลังจากผู้ใหญ่ออกไปจากห้องกลุ่มเด็กที่สามารถห้ามใจตัวเองไม่กินขนมมาร์ชมาลโลว์กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่สามารถยับยั้งใจได้อย่างมากมาย   ถ้าไม่รู้จักยับยั้งใจตัวเองก็เท่ากับคุณยอมแพ้ให้กับตัวเอง  แน่นอนว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง  แต่ความสามารถในการยับยั้งหักห้ามใจเพื่อไม่ให้สนองความพึงพอใจของตัวเองทันทีทันใด   กลายเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงความสำเร็จของตัวเราในอนาคตได้ 
             คนที่ประสบความสำเร็จต้องเป็นคนที่รักษาคำมั่นสัญญา    มีคนบางคนทำเงินได้มากโดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับคนอื่นแต่สุดท้าย  ไม่ช้าก็เร็วผู้คนเหล่านั้นก็จะรู้ทัน  และที่สำคัญคือคนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมอบสิ่งที่เราต้องการถ้าพวกเขาไว้วางใจเรา  คนที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องใช้ความศรัทธาและการมีแรงจูงใจ   คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนตระหนักว่า   การที่จะได้ในสิ่งที่คุณต้องการจากคนอื่น   คนอื่นต้องมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือคุณเสียก่อน   คนเราไม่สามารถควบคุมคนอื่นและไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ได้แต่เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเราเองได้และวิธีการที่เราประพฤติปฏิบัตินั้นมีผลกระทบอย่างมากต่อวิธีการที่คนอื่นประพฤติปฏิบัติรวมทั้งสิ่งที่เราทำในเหตุการณ์และปฏิกิริยาของเราที่มีต่อเหตุการณ์นั้นสำคัญกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  การปฏิบัติตัวให้เป็นตัวอย่างทำให้เรามีอำนาจในการจูงใจคนได้อย่างมากซึ่งมีอำนาจในการโน้มน้าวใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดี   นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการนำเราไปสู่ความสำเร็จ  
             ความสำเร็จเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณเต็มใจทำในสิ่งที่คนไม่ประสบความสำเร็จ…ไม่เต็มใจทำ   สิ่งที่กำหนดอนาคตของเรา  ไม่ใช่สิ่งที่เคยได้ทำมาในอดีตแต่คือสิ่งที่เราเต็มใจจะทำในปัจจุบัน   ทำชีวิตให้ดีขึ้นด้วยกฎ  ‘ 30 วินาที ’  ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณสามารถเชื่อมโยงเข้ากับผู้อื่นได้  คนเหล่านั้นจะเป็นคนตัดสินใจว่าเขาจะเชื่อมโยงเข้ากับคุณได้หรือไม่ภายใน 30 วินาที  แรกที่พบคุณ  ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า  20  เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จทางด้านการเงินของคุณนั้นมาจากทักษะ  พรสวรรค์  และความรู้ของคุณ  ขณะที่อีก  80  เปอร์เซ็นต์มาจากทักษะเกี่ยวกับ ‘ คน ’  ของคุณความสามารถในการเชื่อมโยงเข้ากับคนอื่นและการได้รับความไว้วางใจรวมถึงความนับถือจากคนอื่น   ยิ่งคุณสามารถเข้ากับคนอื่นได้มากเท่าไหร่  คุณก็ยิ่งมีโอกาสได้รับในสิ่งที่คุณต้องการมากขึ้นเท่านั้น   ผลตอบแทนล้ำค่าจากการฝึกห้ามใจตัวเองตามทฤษฎี  “มาร์ชมาลโลว์” ความสำเร็จส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าคุณเชื่อมโยงตัวเองให้เข้ากับคนอื่นได้ดีแค่ไหน  “จุดมุ่งหมาย  +  ความปรารถนาอย่างแรงกล้า  +  การกระทำ  =  ความสงบสุขในจิตใจ  ”   เมื่อมีจุดมุ่งหมายและความปรารถนาก็จะทำให้ได้รับความสงบสุขในจิตใจ   เมื่อคนเรามีเป้าหมายและรู้สึกตื่นเต้นที่จะบรรลุถึงมันอีกทั้งทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย  ผลก็คือความสงบ   ถึงเวลาเริ่มต้นชีวิตที่ดีแล้ว  สิ่งที่เต็มใจทำในวันนี้  เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในวันพรุ่งนี้
             การห้ามใจตัวเองไม่ให้กิน   “มาร์ชมาลโลว์”  ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎี  แต่มันสามารถประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ต่อวิธีการดำเนินชีวิต  ไม่ว่าคุณจะมีอาชีพอะไร  คำจำกัดความของความสุขของคุณคืออะไร  ชีวิตความฝัน  หรือชีวิตทางธุรกิจในอุดมคติของคุณคืออะไร  การใช้วิธีห้ามใจไม่รีบกิน ‘มาร์ชมาลโลว์’ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จโดยไม่สำคัญว่าคุณจะมี ‘มาร์ชมาลโลว์’  มากหรือน้อยที่อยู่แค่เอื้อมมือคว้าของคุณ  คนทุกคนสามารถมี ‘มาร์ชมาลโลว์’  ได้อย่างล้นเหลือหากทำตามหลักการในหนังสือเล่มนี้
              แผนการเปลี่ยนแปลงชีวิต  5  ขั้นตอน
1. คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ? กลยุทธ์ใดที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้เพื่อไม่รีบกิน ‘มาร์ชมาลโล’  ของคุณ  อะไรที่คุณมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง
2. จุดแข็งและจุดอ่อนของคุณคืออะไร ?  คุณจำเป็นต้องปรับปรุงอะไรบ้าง  แล้วคุณจะปรับปรุงให้ดีที่สุดได้อย่างไร
3. เป้าหมายหลักของคุณคืออะไร ?  เลือกมาอย่างน้อยห้าเป้าหมายและเขียนมันลงไป  หลังจากนั้นเขียนสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้น
4. แผนการของคุณคืออะไร ?  ให้เขียนมันลงไป  ถ้าคุณมองไม่เห็นเป้าหมาย  คุณก็ไม่สามารถบรรลุมันได้
5. คุณจะทำอะไรบ้าง  เพื่อให้แผนการของคุณกลายเป็นการกระทำ ?  คุณมุ่งมั่นที่จะทำอะไรในวันนี้  พรุ่งนี้  อาทิตย์หน้า  ปีหน้า  เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายของคุณ  คุณจะต็มใจทำในสิ่งที่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่เต็มใจทำได้อย่างไร
          จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือ เป็นหนังสือที่ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตเพื่อให้ประสบ และผลสำเร็จในชีวิต  ซึ่งหนังสือเล่มนี้ใช้เรื่องเล่าง่าย ๆ ผ่านตัวละคร 2 ตัว  คือ อาร์เธอร์ และโจนาธาน เพเชี่ยน และได้สอดแทรก “ วิธีคิดในการใช้ชีวิตที่ดี ” เป็นบทเรียนให้กับอาร์เธอร์
        จุดด้อยของหนังสือเล่มนี้ คือ เป็นการเสนอแนวความคิดที่เขียนจากงานวิจัยเรื่อง  “ ทฤษฎี มาร์ชมาลโลว์ ”  แต่การนำมาปฎิบัติในชีวิตจริงอาจจะทำยากและจำเป็นต้องใช้เวลาในการนำมาปฎิบัติ
        ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ คือ  หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับทุกๆ คนที่ต้องการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่แตกต่างจากคนอื่น  และแน่นอนมันเหมาะสำหรับวัยรุ่นที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต  ซึ่งบทเรียนจากหนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดและชีวิตของเราได้ และยังแสดงให้เห็นว่าการกระทำของเราในวันนี้ สามารถส่งผลต่ออนาคตของเรา เพียงแต่ไม่รีบกิน        “ มาร์ชมาลโลว์ ” และจะทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จและแตกต่างกว่าคนอื่น  ดังนั้นการที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้นเราจึงควรที่จะอดทน รอคอย  มีความตั้งใจจริงในการทำสิ่งต่าง ๆ  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาไม่สามารถที่จะทำสำเร็จได้ในเวลาสั้นเพียง วันสองวัน    ทุกอย่างจึงต้องอาศัยความพยายาม  ในไม่ช้าก็จะประสบความสำเร็จได้

อ้างอิง  :  เนืองนันต์  สำรวจรวมผล, ผู้แปล.  วิธีคิดที่ทำให้ชีวิตของงคุณประสบความสำเร็จและแตกต่างกว่าคนอื่น . นนทบุรี : 108 สุดยอดไอเดียม, 2537.

7/04/2554

ทะเล จำปี ดนตรี ทราย



               ทะเล จำปี ดนตรี ทราย เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ชื่อ “จำปี” ผู้ไร้เดียงสา อยู่กับพ่อและแม่ และยังมีบ้านของญาติพี่น้องอาศัยอยู่ใกล้ๆกันจึงทำให้จำปีได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เด็กๆจากทั้งพ่อและแม่รวมถึงญาติของเธอด้วย ซึ่งหญิงสาวผู้ไร้เดียงสานี้มีคู่หมั้น คือ “ดนตรี” ดนตรีเป็นคนที่พ่อและแม่เลือกให้เพราะคิดว่าเหมาะสมกับลูกสาวมากที่สุดทั้งฐานะทางบ้าน นิสัย รูปร่างหน้าตา อีกทั้งดนตรียังเป็นลูกของนักร้อง และนักแต่งเพลงใหญ่ที่มีคนรู้จักมากมาย แต่แล้วความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะดนตรีเคยติดยาเสพย์ติดโดยที่ไม่มีใครรู้นอกจากจำปี แต่ดนตรีก็เลิกโดยการหักดิบด้วยตัวเองได้แล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจเข้ารับการบำบัดแบบผู้ที่ติดยาเสพย์ติดที่เข้ามาบำบัดกัน ซึ่งการไปบำบัดครั้งนี้ไม่มีผู้ใหญ่รับรู้ มีเพียงแค่จำปีเท่านั้นที่รับรู้และไปส่งดนตรีอีกทั้งยังต้องเซ็นต์ชื่อเป็นผู้ปกครองให้เขาด้วย   และแล้วดนตรีก็ล่ำลาแฟนสาวของตนเอง เสร็จจึงหันหลังเดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไปด้านในสถานบำบัด แต่จำปีนั้นกลับต้องมานั่งคิดมากอยู่คนเดียวด้วยว่าดนตรีที่เป็นคู่หมั้นของเธอนั้นต้องหายไปหลายวันแล้วเธอจะตอบพ่อและแม่ของเธออย่างไรถ้าท่านถามถึงดนตรี เพราะดนตรีนั้นจะมาส่ง และมาอยู่กับจำปีทุกวัน เนื่องจากดนตรีนั้นยังไม่ได้ทำงาน อยู่ไปวันๆด้วยการใช้มรดกที่พ่อทิ้งไว้ให้ จึงทำให้เขามีเวลาอยู่กับแฟนสาวของเขาได้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยความที่จำปีกลุ้มใจ และเศร้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น จึงทำให้เธอชวนเพื่อนไปเที่ยวในผับที่เพื่อนสาวเธอเคยเล่าให้ฟัง ครั้นไปถึงเพื่อนของเธอก็เรียกผู้เป็นเจ้าของร้านนั่นคือ “พี่เดียร์” เพื่อให้พี่เดียร์มาหาและแนะนำจำปีให้พี่เดียร์รู้จักพร้อมกับนั่งพูดคุยกัน พี่เดียร์ก็แนะนำให้ลองชิมพวกพั้นซ์ผลไม้โดยที่เธอจะเป็นผู้ผสมเอง ซึ่งจำปีก็จิบจนหมดไปแก้วแล้วแก้วเล่า เพื่อหวังว่าจะได้ลืมปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับฟังเพลงที่พี่เดียร์ชอบร้องบ่อยครั้ง นั้นคือ “เพลงจำปีผีเสื้อ” สักชั่วครู่ จำปีและเพื่อนก็พากันกับบ้าน พอเช้าวันรุ่งขึ้นจำปีก็ต้องรีบออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อหลบหน้าพ่อและแม่ เนื่องจากยังไม่รู้จะตอบคำถามที่ดนตรีหายหน้าไปได้อย่างไร
               ครั้นพอคุณตลับพลอยซึ่งเป็นแม่ของดนตรีโทรศัพท์มาหาเธอนั้น ท่านก็ถามว่าทั้ง 2 คนหายหน้าไปเลยนะ จำปีก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าดนตรีนั้นกำลังบำบัดรักษาตัวเองอยู่ในขณะนี้ แต่จำปีนั้นก็ได้แต่ปฏิเสธคุณตลับพลอยแม่ของดนตรีไปต่างๆนานา คุณตลับพลอยก็ถามถึงเรื่องของชำร่วยงานแต่งงานที่จะจัดขึ้นในเร็ววันนี้ว่าจะเอาเป็นแบบไหน แล้วท่านก็จะส่งมาให้จำปีเลือกอีกที หลังจากเลิกงานเย็นวันนี้แล้วจำปีก็ยังไม่อยากกลับบ้านเช่นเคย พอดีกับที่จิโรจซึ่งชอบจำปีอยู่เหมือนกัน แต่พ่อ แม่ของจำปีนั้นไม่ค่อยชอบ จำปีจึงชวนจิโรจไปร้านพี่เดียร์ พอไปถึงได้เห็นพี่เดียร์กำลังร้องเพลงอยู่บนเวที จิโรจและจำปีก็เข้าไปนั่ง แล้วสั่งเครื่องดื่มมานั่งดื่มกัน สักชั่วครู่ จำปีขอตัวไปเข้าห้องน้ำ โดยมีพี่เดียร์เจ้าของร้านตามไปโดยไม่ให้หญิงสาวรู้ตัว แล้วพี่เดียร์ก็พบกับเสียงร้องไห้ของจำปีซึ่งดังมาจากห้องน้ำ เมื่อจำปีออกจากห้องน้ำแล้วพบกับพี่เดียร์ ซึ่งทำทีเป็นว่าพบกับจำปีโดยบังเอิญ ทั้งที่จริงแล้วเขามารอดูเธออยู่นานแล้ว ขณะนั้นจำปีโผลเข้ากอดพี่เดียร์ดั่งพี่สาวของตนเอง และพี่เดียร์จึงพาจำปีไปพักที่ชั้นสองของร้าน เสียงของหญิงสาวพูดออกมาว่า “พี่เดียร์ช่วยลงไปบอกให้จิโรจกลับไปก่อนนะค่ะ หรือบอกอย่างไรก็ได้ที่จะไม่ให้เขาไปหาพ่อกับแม่ของจำปี”พี่เดียร์เดินลงไปชั่วครู่แล้วจึงเดินกลับขึ้นไปหาจำปี และคุยกันในเรื่องที่จำปีทุกข์ใจอยู่ในขณะนี้ โดยพี่เดียร์แนะนำให้ไปพักผ่อนสัก 2-3 วันที่ทะเล โดยมีที่พักซึ่งเป็นของเพื่อนเขาเอง ชื่อว่า “เนตรสมุทรบังกะโล” เมื่อถึงช่วงเช้าพี่เดียร์ไปส่งจำปีที่ท่าเรือ  ขณะที่นั่งอยู่บนเรือนั้น เด็กควบคุมเรือมาขอดูตั๋วเรือพร้อมกับถามว่า “จะลงที่ไหนครับ” จำปีว่า “เกาะเช้า เนตรสมุทรบังกะโล” แต่เด็กควบคุมเรือนั้นกลับบอกมาว่าเขาเลิกทำกิจการไปนานแล้ว แต่โชคดียังเข้าข้างจำปีอยู่เมื่อเขาเจอกับเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาพูดคุยถึงเรื่องที่ว่าเนตรสมุทรบังกะโลเขาเลิกไปนานแล้วจริงๆ เหลือแต่บังกะโลของน้องเขา จำปีจึงตัดสินใจไปที่บังกะโลของน้องเขา มีชื่อว่า “ตาน้ำ” โดยมีเจ้าของชื่อ “ทะเล” ซึ่งจำปีมารู้ทีหลังว่าทะเลเป็นน้องของผู้ที่ทำกิจการเนตรสมุทรบังกะโล จึงทำให้จำปีกล้าที่จะคุยในหลายๆเรื่อง แต่การพูดคุยช่วยให้จำปีได้รู้อะไรมากมายในตัวของทะเลทั้งเรื่องของภรรยาเก่าของทะเลคือพี่เดียร์ และเรื่องของลูกเขาด้วย จำปีดูจะชอบตาน้ำมากซึ่งมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น ดำน้ำดูปะการัง เล่นวอลเลย์บอล และยังมีไปชมพระอาทิตย์ตกอีกด้วย เมื่อจำปีอยู่ไปได้สักวันนึง ก็ได้ความอีกว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ใช้ฟื้นตัวสำหรับผู้ที่เคยติดยาเสพย์ติดมาก่อน จึงทำให้เขาคิดถึงดนตรี เมื่อถึงวันกลับบ้านจำปีไข้ขึ้นจึงยังไม่สามารถกลับบ้านได้ต้องอยู่อีก 1 คืน และจะกลับวันพรุ่งนี้ แต่ได้สั่งให้เด็กที่เกาะไปโทรศัพท์บอกทางบ้านของตนเองเรียบร้อยแล้ว พอถึงวันที่จำปีได้กลับบ้าน น้าเลก็มาด้วยซึ่งการที่น้าเลขึ้นมากรุงเทพฯครั้งนี้ เพื่อมาหาและตามภรรยานั้นคือพี่เดียร์ให้ไปอยู่ที่ตาน้ำด้วยกัน พี่เดียร์ซึ่งช่วงนั้นธุรกิจร้านอาหารไม่ค่อยดีเท่าที่ควรนัก จึงตัดสินใจไปอยู่กับทะเลที่ตาน้ำ พร้อมกับลูกชายของพวกเขา 

                  ดนตรีนั้นได้รับการบำบัดอย่างหนักและทรมานมาก แต่แล้วเขาก็ผ่านมาได้ เขาได้เจอเด็กสาวคนหนึ่ง เธอชื่อ  “ทราย” เธอดูเหมือนเป็นคนโมโหง่าย โดยดนตรีมารู้ทีหลังว่าถูกทำร้ายจิตใจมามากในเรื่องของพ่อและแม่เธอนั่นเอง วันหนึ่งดนตรีนั่งเขียนข้อความรวมถึงเล่าเรื่องราวลงในสมุดบันทึกที่จำปีให้ไว้ เพื่อให้แฟนสาวได้รับรู้ถึงชีวิตของเขา แต่ดนตรีรีบจึงวางสมุดบันทึกไว้ที่โต๊ะที่เขานั่ง เมื่อทรายมาเห็นจึงคว้าไป พอเปิดดูด้านในก็พบกับข้อมูลที่สำคัญๆเกี่ยวกับตัวของดนตรีที่จำปีเขียนไว้ให้ วันต่อมาทรายยังพยายามจะหนีออกจากสถานบำบัดแห่งนี้ จนในที่สุดเธอก็หนีออกไปได้ ด้านของดนตรีนั้นก็ได้รับอนุญาตจากคุณหมอเจ้าของไข้ว่าสามารถกลับบ้านได้ก่อนกำหนด เพราะ ร่างกายของเธอนั้นฟื้นตัวและกลับมาแข็งแรงเร็วมาก วันที่ดนตรีได้กลับบ้าน เขาต้องผิดหวังเมื่อไม่เห็นแฟนสาวของตนเองมารับ ดนตรีจึงต้องเซ็นชื่อและกลับบ้านเอง ครั้นเมื่อมาถึงหน้าห้องดนตรีหวังแค่ว่าจำปีนั้นคงจะอยู่ข้างในห้อง แต่เมื่อดนตรีเปิดประตูเข้าไปกลับพบแต่ความว่างเปล่า  เด็กหญิงชื่อทราย หลังจากที่หนีออกจากสถานบำบัดมาได้แล้วจึงไปขออาศัยกับพวกที่เคยเสพย์ติดยาด้วยกัน และได้โทรศัพท์ไปขอที่อยู่ผู้เป็นพ่อจากผู้เป็นยาย โดยเอาชีวิตตัวเองนั้นขู่เพื่อให้ยายบอกที่อยู่พ่อมา จนในที่สุดยายก็ยอมบอกเธอ ซึ่งที่อยู่ของพ่อเธอคือ “เนตรสมุทรบังกะโล” เธอจึงเริ่มออกตามหาในทันที ทรายจำชื่อพ่อได้ พ่อชื่อ “สมุทร”หรือ “ทะเล”นั่นเอง โดยทรายก็ออกเดินทางไปยังเกาะเช้าซึ่งมีบังกะโลชื่อเนตรสมุทร แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเนื่องจากบังกะโลแห่งนี้ได้ปิดตัวลงไปแล้ว ทรายจึงตัดสินใจไปอาศัยอยู่กับดนตรี แต่เพียงแค่คืนแรกที่ทรายมาอาศัยอยู่กับดนตรีเท่านั้น พ่อกับแม่ รวมถึงจิโรจ ก็ได้ตามหาตัวจำปีที่หายตัวไป โดยเริ่มจากบ้านเพื่อนของจำปีซึ่งก็ไม่มี จึงไปร้านพี่เดียร์ ครั้นเมื่อถามก็ได้ความว่า ดนตรีเคยติดยาเสพย์ติด แต่เดียร์นั้นไม่ได้บอกว่าจำปีไปอยู่ที่แห่งหนใด จึงทำให้พ่อ แม่ และจิโรจไปตามหาจำปีที่ห้องของดนตรี ซึ่งดนตรีเปิดประตูออกมา พ่อ และจิโรจ ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นผู้หญิงมานอนอยู่ในห้องของดนตรี จึงกล่าวหาว่าเสพย์ยากัน และได้ต่อว่าดนตรีไปต่างๆนานา รวมถึงสั่งเด็ดขาดว่าห้ามมายุ่งกับจำปีอีกด้วย เมื่อลงมาที่รถซึ่งมีแม่ของจำปีรออยู่ก็ได้ความว่า ป้าของจำปีโทรศัพท์มาบอกว่าจำปีฝากให้คนโทรศัพท์มาบอกแล้วว่าจะกลับบ้านพรุ่งนี้ เนื่องจากจำปีไข้ขึ้น จึงทำให้กลับบ้านไม่ไหว ทรายนั้นเมื่อมาอยู่กับดนตรีเธอก็ช่วยทำกับข้าวให้ และทานอาหารร่วมกัน รวมถึงทั้งสองก็คุยกันจนทำให้ดนตรีนั้นได้รู้จักนิสัยของทรายมากขึ้น เมื่อจำปีได้กลับมาถึงบ้านผู้เป็นแม่ได้คุยกับจำปีเรื่องของดนตรีที่มีผู้หญิงเข้าไปนอนในห้อง พอตกช่วงบ่ายๆ จำปีได้ไปหาดนตรีที่ห้อง และพบกับเด็กผู้หญิงคนที่แม่พูดถึง นั่นคือ ทราย จำปีดูเหมือนจะไม่พอใจที่เรื่องทุกอย่างกลับตาลปัตรมาเป็นแบบนี้ทั้งที่ทั้งสองคนจะแต่งงานกันอยู่แล้ว ฝ่ายดนตรีนั้นก็พยายามอธิบายเหตุผลต่างๆนานา แต่จำปีนั้นไม่รับฟังและกลับบ้านไป  ดนตรีจึงคิดที่จะส่งทรายไปอยู่กับผู้เป็นแม่ของเขาที่เชียงใหม่ แต่ทรายนั้นกลับคิดว่าดนตรีจะผลักให้ตนเองออกไปจากชีวิตเหมือนที่ทุกๆคนทำกับเธอ เมื่อดนตรีเผลอไปนอนพักในห้อง ทรายจึงตัดสินใจกระโดดตึกจากชั้นสิบเอ็ดลงไปเสียชีวิต  และเมื่อเวลาผ่านไปดนตรีได้กลับไปอยู่ที่เชียงใหม่กับแม่ของเขา ส่วนจำปีก็ไปยังตาน้ำที่เงียบสงบ  เมื่อจำปีกลับมาบ้านก็พบกับกล่องไปรษณีย์ที่มาส่งไว้ โดยมีผู้เป็นป้าเป็นคนรับไว้แทน และนำมาส่งให้จำปีเองกับมือ ครั้นเมื่อจำปีเปิดดูก็พบว่าเป็นสมุดบันทึกของจำปีที่เคยให้ไว้กับดนตรี พอเปิดอ่านด้านในจึงพบกับข้อความที่ดนตรีเขียนไว้ให้กับเธอ และอยากให้เธอได้อ่าน ขณะที่พลิกหน้าอ่านไปเรื่อยๆ ก็พบกับข้อความที่ทรายเขียนไว้ตอนที่เขาขโมยสมุดบันทึกของดนตรีไป ซึ่งเป็นการเขียนเกี่ยวกับเรื่องพ่อของตนเอง จึงทำให้จำปีได้รู้ว่าทะเลเป็นพ่อของทรายเช่นกันเมื่อจำปีอ่านก็ต้องน้ำตาไหลโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ และจำปีคิดว่าสักวันจะส่งสมุดบันทึกเล่มนี้ไปให้ทะเลได้อ่านบ้าง

จุดเด่น
            - ได้รับอรรถรสจากการเขียนยุคใหม่ ที่แสดงถึงความคิดและรสนิยมของยุคสมัย ที่ให้ความละเอียดอ่อนละเมียดละไมในความรู้สึกของตัวละครอย่างทั่วถึง รวมทั้งกลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ งดงามและลึกซึ้งด้วยวรรณศิลป์ของผู้ประพันธ์
            -ได้เรียนรู้ว่าโลกที่แท้จริงนั้นมีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง มนุษย์ทุกคนล้วนมีความดีและความชั่วปะปนกันไป และด้วยความเท่าทันโลกสามารถทำให้มนุษย์กล้าที่จะก้าวไปสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นคงแข็งแรงที่สุด
จุดด้อย
             ถ้าชีวิตจริงเป็นอย่างในตัวละครที่ชื่อ “จำปี” ชีวิตของคนเราคงต้องขาดโอกาสหลายๆสิ่ง ทั้งขาดการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก หรือแม้แต่ขาดประสบการณ์ชีวิตที่คนในรุ่นเดียวกันได้รับรู้ ได้พบเห็น รวมทั้งขาดการเผชิญปัญหาด้วยตนเอง เพราะมีแต่พ่อและแม่ที่คอยวางแผนการใช้ชีวิต รวมถึงแก้ปัญหาต่างๆให้ทุกอย่าง แต่เมื่อคนที่อ่อนต่อโลกมาพบเจอสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน สดใส และมีความสุข รวมไปถึงการหลุดออกจากกรอบที่พ่อ แม่สร้างไว้ให้ก็จะหลงใหลในสิ่งๆนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพย์ติด หรืออบายมุขที่ชวนให้หลงใหลได้โดยง่าย จนอาจเผลอลืมไปว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นด้านมืดและพร้อมที่จะทำลายชีวิตของตนเองลงได้ทุกเมื่อ...


อ้างอิง วัน ณ จันทร์ธาร. (2542). ทะล จำปี ดนตรี ทราย. กรุงเทพ: นิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์.